สพฐ.สั่งสอบ ครูกดดันน้องโบนัส

จากกรณีของ ด.ญ ปลอบขวัญ ระสุโสะ หรือ น้องโบนัส ที่เลือกจบชีวิตตัวเอง เพราะน้อยใจชีวิตและถูกกดดันจากหลายๆเรื่อง ชีวิตของน้องโบนัสนั้นถูกพ่อกับแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็กๆ น้องอยู่กับแม่เลี้ยงที่ดูแลมาตั้งแต่เด็กที่ อ.สะเดา จ.สงขลา จนกระทั่งแม่เลี้ยงพิการ น้องถูกส่งไปอยู่กับน้าที่ จ.พัทลุง แต่ถูกน้าลวนลามทำร้ายร่างกาย และถูกไล่ออกจากบ้าน น้องไปขออาศัยอยู่กับเพื่อน มีน้าของเพื่อนคอยให้ความช่วยเหลือ หลังจากปิดเทอมน้องได้กลับไปอยู่กับแม่แท้ๆตัวเองที่สงขลา ซึ่งแม่ติดการพนันงอมแงม น้องเดือดร้อนไม่มีเงินในการเข้าเรียนต่อ น้องออกตามหาพ่อกว่าสองเดือน กระทั่งสามารถติดต่อพ่อได้ น้องขอให้พ่อช่วยเรื่องการเรียน แต่พ่อน้องเงียบหายไม่ติดต่อกลับ น้องทักแชทไป อ่านแต่ไม่ตอบ โทรไปหาก็บ่ายเบี่ยง จนน้องบอกพ่อว่า อย่างน้อยก็ช่วยชดเชยที่พ่อไม่เคยเลี้ยงดูมาเลย แต่พ่อก็ยังเมิน ไม่ใส่ใจ น้องบอกแม่ว่า ห้หยุดเล่นการพนัน ให้คิดถึงอนาคตของลูกบ้าง

และที่เป็นประเด็นที่น่าจับตามองนั้น คือครูฝ่ายปกครองโรงเรียนสตรีชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง ที่น้องเรียนอยู่โทรมาบอกว่าน้องไม่มีเงินไม่มีผู้ปกครอง ให้เลิกความคิดที่จะกลับมาหาเพื่อน มาเรียนที่นี่ สรุปคือ ไล่น้องออก

ล่าสุดเรื่องนี้ วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) เผยถึงกรณีเด็กหญิง 15 ปี จังหวัดพัทลุง ที่จบชีวิตตัวเอง เนื่องจากครูบอกว่ามีเงินแค่ 200 บาท ไม่สามารถเรียนหนังสือได้และให้ลาออกว่า ขณะนี้ได้สั่งให้เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพัทลุง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน หรือวันที่ 23 พ.ค.นี้ จะต้องได้คำตอบว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กจบชีวิตของตัวเองเกิดจากอะไรกันแน่ “การใช้คำพูดในเชิงลบกับนักเรียน มันไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์อะไรให้กับนักเรียน ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่การพูดกับเขาด้วยไมตรีจิต ด้วยความเอื้ออาทรคือทางออกที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือนักเรียน ครูต้องเป็นที่พึ่ง เป็นที่ปรึกษาให้เขาได้” เลขา สพฐ.กล่าว

ทั้งนี้ สพฐ. ได้มีมาตรการช่วยเหลือเด็กยากจนอยู่แล้ว ด้วยการเยี่ยมบ้านของนักเรียน เพื่อบันทึกข้อมูลของเด็กไว้ และนำมาวิเคราะห์เพื่อช่วยเหลือนักเรียน พร้อมกันนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการมีกองทุนที่จะช่วยเหลือดูแลนักเรียนอยู่แล้ว หากการทำงานระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง ครูประจำชั้น เข้าถึงเด็กและเห็นปัญหาอย่างแท้จริงจะสามารถช่วยเหลือนักเรียนได้ เพราะการป้องกันน่าจะสำคัญกว่าการมาแก้ปัญหา ดังนั้นครูที่ใกล้ชิดกับเด็กต้องมีความใส่ใจนักเรียน

ขอบคุณ Ch7HDNews

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *